เลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี? กรอง PM2.5 ได้ - Daikin
ตัวแทนจำหน่าย

เวลาทำการ

  • Mon - Fri : 07:00am - 19:00pm
  • Sat - Sun : 08:00am - 17.00pm

เลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี? ที่มีประสิทธิภาพ กรอง PM2.5 ได้

Created on 10 April 2020



"ซื้อเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี?" เลือกเครื่องฟอกอากาศอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและกรอง PM2.5 ได้ เป็นคำถามที่หลายคนกำลังสงสัยในช่วงนี้ที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 นั่นเอง เครื่องฟอกอากาศที่จำหน่ายในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายราคา ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีระบบการทำงานที่เป็นจุดเด่น รวมถึงประสิทธิภาพในการฟอกอากาศแตกต่างกันไป จึงควรพิจารณาหลาย ๆ ด้านก่อนตัดสินใจ ไดกิ้นจึงขอแนะนำแนวทางในการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศให้ได้ประสิทธิภาพ ใช้งานได้จริงตรงกับความต้องการและคุ้มค่ามากที่สุด

PM2.5 คืออะไร?

PM2.5 คือฝุ่นละอองที่สร้างความอันตรายให้กับร่างกายเราได้ในระยะสั้นและระยะยาว โดย 2.5 หมายถึง ฝุ่นที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งเปรียบได้กับขนาด 1 ใน 25 ของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ ดังนั้นฝุ่นที่มีขนาดเล็กเช่นนี้จึงสามารถผ่านตัวกรองอย่างขนจมูกเข้าสู่ระบบหายใจ ไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่ายกายได้ ซ้ำร้ายกว่านั้นฝุ่นละอองเหล่านี้ยังเป็นพาหะนำสารอันตรายอื่นๆ มาด้วย เช่น ปรอท ตะกั่ว โลหะหนัก แคดเมียม และสารก่อมะเร็งอื่นๆ

อันตรายของฝุ่น PM2.5 จะเห็นได้ชัดที่สุดในโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ใครที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้วก็มีจะอาการรุนแรงขึ้น ใครที่ไม่เคยเป็นภูมิแพ้ก็อาจเป็นขึ้นมาได้เพราะผลกระทบจาก PM2.5 และในระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคปอด และมะเร็ง ซึ่งถือว่าร้ายแรงมาก

การป้องกันฝุ่น PM2.5 ที่ง่ายที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ถ้าจำเป็นต้องใส่หน้ากาก N95 สำหรับป้องกัน PM2.5 โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม การอยู่ในอาคารหรือในบ้านก็ใช่ว่าจะปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5 เสมอไป เพราะการเปิดปิดประตูหน้าต่างก็ทำให้ฝุ่นเล็ดลอดเข้ามาได้ ดังนั้นการใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น PM2.5 จึงถือเป็นทางออกที่ดีในการป้องกันตัวเราและคนในครอบครัว

เครื่องฟอกอากาศคืออะไร? กรองฝุ่น PM2.5 ได้อย่างไร?

เครื่องฟอกอากาศคือเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ช่วยกำจัดมลพิษและสิ่งแปลกปลอมในอากาศ ช่วยให้อากาศบริสุทธิ์มากขึ้นซึ่งช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้อย่างฝุ่นและควัน นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นอับ กลิ่นอาหาร กลิ่นควันบุหรี่ ได้อีกด้วย

การทำงานของเครื่องฟอกอากาศโดยทั่วไปแล้วมีหลักการที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือมีการดูดอากาศเข้าไปในตัวเครื่องผ่านระบบกรองอากาศ เพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งสกปรกเอาไว้ แล้วปล่อยอากาศบริสุทธิ์ออกมา ซึ่งในแต่ละยี่ห้อก็มีเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป แต่มีสิ่งสำคัญก็คือแผ่นกรองอากาศซึ่งจะทำหน้าที่ดักจับสิ่งไม่พึงประสงค์ที่อยู่ในอากาศถูกดูดเข้าไป

ดังนั้น เครื่องฟอกอากาศที่สามารถรับมือกับ PM2.5 ได้จึงควรมีแผ่นกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพในการช่วยกรองฝุ่นขนาดเล็กมากๆ อย่างเช่น ฝุ่นขนาด 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ได้ โดยแผ่นกรองอากาศ HEPA (High Efficiency Particulate Air) ซึ่งผลิตมาจากเส้นใยไฟเบอร์กลาส เป็นแผ่นกรองที่นิยมใช้ในเครื่องฟอกอากาศหลายๆ ยี่ห้อ เพราะสามารถช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้

เลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศอย่างไรดี?

1. เลือกขนาดของเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะกับห้อง

เครื่องฟอกอากาศก็คล้ายกับเครื่องปรับอากาศที่จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อมีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดห้อง ยิ่งห้องใหญ่ก็ยิ่งต้องเลือกเครื่องที่มีขนาดใหญ่ เพื่อที่จะได้ฟอกอากาศได้อย่างทั่วถึง แต่ถ้าใช้เครื่องใหญ่ในห้องขนาดเล็กก็ถือเป็นการกินไฟจึงต้องเลือกให้พอดี ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ซึ่งผู้ผลิตเครื่องฟอกอากาศจะระบุในสเป็คสินค้าไว้ว่าเหมาะกับห้องกี่ตารางเมตร

2. เลือกเครื่องที่กรองฝุ่นได้ละเอียดและฟอกอากาศได้เร็ว

เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถกรองฝุ่นได้ละเอียดและเร็ว เพราะถ้าไม่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ได้ หรือกรองอากาศได้รวดเร็วเพื่อให้เรามีอากาศบริสุทธิ์ไว้หายใจก็ไร้ความหมาย ซึ่งปัจจัยที่ต้องดูว่าเครื่องฟอกอากาศกรองฝุ่นได้อย่างไร ต้องดูค่า CADR และค่า Air Flow

  • ค่า CADR ย่อมาจาก Clean Air Delivery Rate คือปริมาณอากาศที่เครื่องฟอกอากาศสามารถเปลี่ยนถ่ายได้ใน 1 นาที หน่วยคือ CFM ย่อมาจาก Cubic Feet per Minute ยิ่งตัวเลขสูงก็แปลว่าเครื่องฟอกอากาศทำงานได้ดี มีการแสดงผล 3 ตัวเลข คือ อัตราการทำความสะอาดฝุ่นละออง เกสรดอกไม้และควันบุหรี่
  • ค่า Air Flow หรือ Air Volume คือค่าความเร็วลม เป็นตัวที่บ่งบอกว่าเครื่องฟอกอากาศสามารถกรองอากาศและปล่อยอากาศบริสุทธิ์ได้เร็วแค่ไหน ดังนั้นยิ่งค่า Air Flow สูงมาก ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศได้รวดเร็ว

3. เลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีระบบการทำงานที่ตอบโจทย์

ในอากาศมีสิ่งที่ไม่พึงประสงค์มากมาย ไม่ใช่แค่ฝุ่นเท่านั้น แต่ยังมีทั้งเชื้อโรค สารเคมีอันตราย สารก่อภูมิแพ้และกลิ่น ดังนั้นเครื่องฟอกอากาศจึงต้องพัฒนาระบบกรองอากาศให้ตอบโจทย์ต่อผู้ใช้งานด้วย โดยเครื่องฟอกอากาศของไดกิ้นมีการทำงานที่โดดเด่นด้วยระบบฟอกอากาศทั้งภายนอกและภายในเครื่องที่จะยับยั้งสิ่งที่เป็นอันตรายต่อการหายใจได้เป็นอย่างดี รวมถึงเซนเซอร์ตรวจจับฝุ่น PM2.5 และเซ็นเซอร์ตรวจจับกลิ่น สามารถฟอกอากาศอัตโนมัติเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกต่างๆ

4. เลือกเครื่องฟอกอากาศที่การออกแบบและการจัดวาง

นอกจากการเลือกขนาดเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะสมกับขนาดห้องแล้ว การออกแบบเครื่องฟอกอากาศก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรคำนึงถึงไม่แพ้กัน เพราะเครื่องฟอกอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องวางไว้ส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านตลอดเวลา จึงควรเลือกสีและวัสดุของเครื่องที่เข้ากับการตกแต่งบ้าน รวมทั้งรูปทรงที่กะทัดรัด เช่น เครื่องฟอกอากาศทรงสูงที่สามารถวางไว้ได้ทุกมุมห้องโดยไม่กินพื้นที่ และสำหรับการออกแบบเครื่องฟอกอากาศของไดกิ้นนั้นเป็นแบบช่องลมเข้า 3 ทิศทางทั้งด้านหน้า ด้านซ้ายและขวา โดยมีการกระจายลมออกทางด้านบนจึงทำให้วางใกล้ผนังได้ ไม่ทำให้ผนังสกปรก ช่วยประหยัดพื้นที่และช่วยให้บ้านดูเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น

5. เลือกเครื่องฟอกอากาศที่เสียงเบา ทำงานเงียบ

เครื่องฟอกอากาศก็คล้ายกับเครื่องปรับอากาศ ส่วนใหญ่เราเปิดใช้ตอนทำงานและตอนนอนหลับพักผ่อน ดังนั้นเครื่องที่ทำงานได้เงียบจึงดีต่อสมาธิมากกว่า ระดับเสียงที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 30 - 31 เดซิเบล ขณะที่เครื่องฟอกอากาศของไดกิ้นมีระดับเสียงต่ำสุดเพียง 19 เดซิเบลจากการออกแบบที่รองรับการใช้งานเป็นอย่างดี เครื่องจึงทำงานเงียบ ตอบโจทย์ทุกเวลาที่ต้องการใช้งาน

6. เลือกเครื่องฟอกอากาศที่ประหยัดพลังงาน

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5 รับรองการประหยัดพลังงานอยู่แล้ว แต่เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ควรมีระบบเปิดปิดเครื่องตามเวลาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานเรื่องการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น

7. เลือกการบริการหลังการขายที่ดี

เครื่องฟอกอากาศจำเป็นต้องเปลี่ยนไส้กรองฝุ่นหรือแผ่นกรองดักเก็บฝุ่น เช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี  จึงควรคำนึงถึงด้วยว่าสามารถหาซื้อไส้กรองมาเปลี่ยนได้ง่ายหรือไม่และมีค่าใช้จ่ายแพงหรือไม่ รวมถึงถ้าสินค้ามีการชำรุด ทางบริษัทมีบริการหลังการขายเป็นอย่างไร ซึ่งทางไดกิ้นนั้นมีบริการหลังการขาย ทั้งด้านงานซ่อม การจำหน่ายอะไหล่ การให้คำแนะนำ การแจ้งติดตามงาน อย่างใส่ใจและทั่วถึง จึงหมดกังวลในเรื่องนี้ได้

เครื่องฟอกอากาศไดกิ้นรุ่นไหนดี?

เครื่องฟอกอากาศ MCK55TVM6

daikin_mc55uvm6
เครื่องฟอกอากาศไดกิ้น MCK55TVM6 เหมาะสำหรับพื้นที่ไม่เกิน 41 ตารางเมตร สามารถฟอกอากาศทั้งภายใน และภายนอก ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ อีกทั้งยังมีระบบ Humidifier เพิ่มความชื้นในอากาศ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นบนผิวหนัง ยับยั้งอาการระคายเคืองจากอากาศแห้ง มาพร้อมแผ่นกรอง HEPA แบบไฟฟ้าสถิตที่กรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว

จุดเด่น

  • ระบบเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ
  • ระบบฟอกอากาศภายนอกเครื่อง Active Plasma Ion
  • ระบบฟอกอากาศภายในเครื่อง Streamer
  • เซนเซอร์วัดค่าระดับฝุ่นขนาดใหญ่ ฝุ่นขนาดเล็กกว่า PM2.5 และกลิ่นได้ 3 ระดับ
  • ฟิลเตอร์ดับกลิ่น Deodorizing Filter ซึ่งใช้ได้ตลอดอายุการใช้งาน
  • ลมเข้า 3 ทิศทาง ทำให้วางชิดผนังได้และไม่ส่งเสียงรบกวน
  • ออกแบบทรงสูงช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอย
  • สะดวกสบายในการควบคุมเครื่องฟอกด้วยรีโมทไร้สาย

เครื่องฟอกอากาศ MC55UVM6

daikin_mc55uvm6

เครื่องฟอกอากาศของไดกิ้นรุ่น MC55UVM6 เป็นเครื่องที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่กำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศสำหรับครอบครัว การทำงานของเครื่องครอบคลุม 41 ตารางเมตร เหมาะกับการวางในห้องขนาดใหญ่หรือส่วนกลางของบ้าน สามารถฟอกอากาศทั้งภายในและภายนอกเครื่อง ช่วยยับยั้งเชื้อโรคและสิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น สารก่อภูมิแพ้ กลิ่น พร้อมแผ่นกรอง HEPA แบบไฟฟ้าสถิตที่ช่วยกรองฝุ่นขนาดเล็กได้รวดเร็ว

จุดเด่น

  • ระบบฟอกอากาศภายนอกเครื่อง Active Plasma Ion
  • ระบบฟอกอากาศภายในเครื่อง Streamer
  • เซนเซอร์วัดค่าระดับฝุ่นขนาดเล็กกว่า 5 ได้ละเอียดถึง 6 ระดับ
  • ฟิลเตอร์ดับกลิ่น Deodorizing Filter ซึ่งใช้ได้ตลอดอายุการใช้งาน
  • ระบบล็อคป้องกันเด็กกดเล่น
  • การออกแบบทรงสูงช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยในห้อง

เครื่องฟอกอากาศ MC40UVM6

daikin_mc40uvm6

เครื่องฟอกอากาศไดกิ้นรุ่น MC40UVM6 ครอบคลุมพื้นที่ 31 ตารางเมตร เหมาะกับห้องขนาดกลางไปจนถึงส่วนกลางของบ้าน ช่วยในการยับยั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย สารก่อภูมิแพ้ และกลิ่น ด้วยระบบ Streamer ภายในเครื่อง ส่วนแผ่นกรองเป็น HEPA แบบไฟฟ้าสถิต จึงช่วยกรองฝุ่นขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว

จุดเด่น

  • ระบบฟอกอากาศภายในเครื่อง Streamer
  • เซนเซอร์วัดค่าระดับฝุ่นขนาดเล็กกว่า 5 ได้ละเอียดถึง 6 ระดับ
  • ฟิลเตอร์ดับกลิ่น Deodorizing Filter ซึ่งใช้ได้ตลอดอายุการใช้งาน
  • การออกแบบทรงสูงช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยในห้อง

เครื่องฟอกอากาศ MC30VVM-A

daikin_mc30vvm-a

ใครที่ต้องการเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กสำหรับห้องขนาดประมาณ 21 ตารางเมตร ต้องเครื่องฟอกอากาศไดกิ้นรุ่น MC30VVM-A เพราะมีขนาดกะทัดรัด แต่ประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม ใช้แผ่นกรองฝุ่นไฟฟ้าสถิตแบบ HEPA ทำให้กรองฝุ่นได้มีประสิทธิภาพและไม่อุดตันเร็ว

จุดเด่น

  • ฟิลเตอร์ดับกลิ่นแบบคาร์บอน Deodorizing Filter
  • แผ่นกรองฝุ่นไฟฟ้าสถิต HEPA ฟอกอากาศได้เร็ว และไม่อุดตันง่าย
  • มีเซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่นขนาดเล็กกว่า 5 ระบุได้ละเอียด 3 ระดับ

เครื่องฟอกอากาศมีดีกว่าที่คิด ไม่เพียงเหมาะกับการใช้งานในช่วงที่มีวิกฤตฝุ่น PM2.5 เท่านั้น แต่ยังเหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไปเพื่อให้เรามีอากาศหายใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อโรคและกลิ่น รวมถึงบางรุ่นยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นทำให้ผิวหนังไม่แห้ง เรียกได้ว่าดีสองต่อ ทั้งด้านระบบหายใจและผิวหนัง

ใครที่กำลังลังเลว่า "จะเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี?" เครื่องฟอกอากาศของไดกิ้นนั้นสามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถกรองอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีปล่อยประจุ Active Plasma และระบบ Streamer ที่กรองอากาศภายในเครื่อง พร้อมทั้งแผ่นกรองฝุ่นไฟฟ้าสถิต HEPA ที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ได้อย่างรวดเร็ว และแผ่นกรองอุดตันช้า ทำให้ประหยัด ใช้งานได้นาน คุ้มค่า ตอบโจทย์ทุกความต้องการ